
10. สถานที่เดิม
ชายแก่วัยเลย 60 คนหนึ่งคุยกับลูกชายที่ เพิ่งกลับมาเยี่ยมหลังจากแต่งงานและย้าย ครอบครัวออกไปไม่กี่ปี
ชายแก่...แจ๊ค (ชื่อลูกชาย) นั่นอะไรลูกเห็น ลางๆ
แจ๊ค...อ๋อ วัวแหนะพ่อ ผ่านไป 2-3 นาที
ชายแก่...แจ๊ค นั่นอะไรลูก
แจ๊ค...วัว ตัวเดิมนั่นแหละพ่อ ยังไม่ไปไหน เลย ผ่านไปอีก 2-3 นาที
ชายแก่...แจ๊ค นั่นอะไรอีกละลูก
แจ๊ค...(เริ่มมีอารมณ์หงุดหงิด) วัวพ่อวัว วัวตัวเดิมที่เพิ่งถามนั่นแหละ
เวลาผ่านไปอีก 2-3 นาที
ชายแก่...แจ๊ค นั่นอะไรลูก
แจ๊ค...เอ๊ะพ่อนี่ยังไงนะ ถามซ้ำๆซาก ผมจะ บอกครั้งสุดท้ายแล้วนะว่าวัว
ผ่านไปอีก 2-3 นาที
ชายแก่...แจ๊ค นั่นอะไรลูก
แจ๊ค...โอ๊ย ! พ่อเลอะเลือนแล้ว คุยไม่รู้เรื่อง ผมไม่คุยกับพ่อแล้ว
แล้วแจ๊คก็ผละจากพ่อไปอย่างอารมณ์เสียเป็น ที่สุด
เวลาผ่านไป จวบจนตอนเย็น ได้เวลา อาหารค่ำ เมื่อไม่เห็นผู้เป็นพ่อลงมา แจ๊คจึงเดิน ไปตามที่ห้อง
ณ ที่นั้น เขาได้พบชาย แก่คนนั้น นั่งเหม่อลอย ข้างๆ มีไดอะรี่เก่าๆเล่มหนึ่งที่เพิ่งเขียนบันทึกในวันนี้เสร็จ
แจ๊คถือวิสาสะเข้าไป อ่าน ความว่า...
ครั้งหนึ่งเมื่อ 30 ปีมาแล้ว เรามี ลูกชายคนหนึ่งที่เรารักมาก เราตั้งชื่อเค้าเองว่า ...แจ๊ค วันนั้นเป็นวันที่อากาศแจ่มใสวันหนึ่ง ตอนนั้น แจ๊คกำลังพูดได้เก่งทีเดียว เราพาเค้าไปนั่งที่สวน หลังบ้าน พอดีมีวัวผ่านมา...แจ๊คถามเราว่า พ่อ นั่นอะไร...วัวไงลูก เราตอบ เวลาผ่านไปอีกไม่ถึง 1 นาที แจ๊คก็ถามคำถามเดิมเราอีก เราก็ตอบ เช่น เดิมอีก เป็นอย่างนี้อยู่ถึง 25 ครั้ง...เราไม่รู้สึก เบื่อหน่ายเลยที่จะ ตอบคำถามเดิมๆ เหล่านั้น เรากลับรู้สึกดีใจอย่างที่สุดที่ลูกสนใจเราอย่างไม่เบื่อหน่าย.... แต่ในวันนี้ ณ ที่แห่งเดิม คน 2 คน ที่เคยถามคำถามเดียวกัน หากแต่ว่าเราเป็นฝ่ายถาม แจ๊คเป็นคนตอบ...เพียง 5 ครั้งเท่านั้น ลูก ก็ตวาดเรา หาว่าเราเลอะเลือน รังเกียจแม้แต่จะคุย กับเราต่อไป....
11. บางสิ่งที่ไม่เคยรู้
เนื้อความ "ยินดีต้อนรับค่ะ" เสียงประตูอัตโนมัติตอบรับผม เมื่อผมย่างเท้าเข้าไปในร้านดอกไม้แห่งหนึ่ง
"อ้าว..คุณนั่นเอง วันนี้จะรับแบบไหนดีคะ" เจ้าของร้านออกมาทักทายลูกค้า
"ผมขอเหมือนเดิมครับ" จากนั้นผมก็ได้คาร์เนชั่นสีชมพูมาหนึ่งดอกซึ่งห่อหุ้มด้วยกระดาษสีสวย
ผูกริบบิ้นสีแดงสด ดูเหมือนว่าผมจะกลายเป็นนักสะสมดอกไม้เสียแล้ว
เหตุก็เกิดจากวันนั้นเอง เป็นวันก่อนที่น้องสาวของผมต้องผ่าตัดสมองเนื่องจากเธอมีเนื้องอกในสมอง เธอจะชอบดอกคาร์เนชั่นสีชมพูมาก หลังจากเลิกเรียนผมจึงได้แวะซื้อดอกไม้เผื่อจะทำให้เธอมีกำลังใจมากขึ้น ผมรีบมากเลยมาหาซื้อใกล้ๆโรงพยาบาล ทันทีที่ก้าวเข้าไปในร้านผมก็ได้รับการต้อนรับอย่างดี
"สวัสดีค่ะ จะรับอะไรดีคะ" เจ้าของร้านถามผมพร้อมกับยิ้มให้
"ผมขอคาร์เนชั่นสีชมพูหนึ่งช่อครับ จะเอาไปเยี่ยมคนป่วย "
"ค่ะ รอสักครู่นะคะ" เจ้าของร้านบอกผมพร้อมกับเตรียมดอกไม้ ระหว่างนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาในร้าน นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเธอ เธอเป็นผู้หญิงที่น่ารักมาก เธอมองผมและผมก็มองกลับ
แต่แล้วเธอก็ละสายตาไปเมื่อได้ยินเสียงทักของเจ้าของร้าน
"มาก็ดีแล้ว มาช่วยพี่จัดคาร์เนชั่นให้คุณคนนี้หน่อยสิ"
"ค่ะ" เธอตอบรับและเข้าไปช่วยเจ้าของร้านจัดดอกไม้ และผมกำลังสนใจช่อดอกไม้ที่กำลังถูกจัดโดยคนที่ผมสนใจ เธอทำไปเงียบๆโดยไม่รู้เลยว่าผมมองเธออยู่ตลอดเวลา
"เสร็จแล้วค่ะ 150 บาทค่ะ" เธอบอกพร้อมกับยื่นดอกไม้ให้ผม มันเป็นช่อดอกไม้ที่สวยที่สุดที่ผมเคยเห็นมาเลยทีเดียว และคนจัดก็เป็นคนที่น่ารักมากที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาเช่นกัน และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เธอพูดกับผม และดูเหมือนว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายด้วยสิ
"นี่ครับ แล้ววันหลังจะมาอุดหนุนใหม่นะครับ" ผมยื่นเงินค่าดอกไม้ให้เธอพร้อมกับยิ้มที่สวยที่สุดเท่าที่ผมเคยยิ้มมา เพื่อเป็นการสร้างความประทับใจให้เธอ แต่เธอก็ไม่ยิ้มตอบผม หรือว่าเธอจะไม่ชอบขี้หน้าผม คำถามนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในสมองผมเรื่อยๆ น้องสาวผมเข้ารับการผ่าตัดและก็ได้ผลเป็นอย่างดี อย่างที่ผมบอกน้องผมชอบดอกคาร์เนชั่นมาก ก่อนที่ผมจะมาเยี่ยมน้องผมก็มักจะแวะซื้อดอกไม้ที่ร้านนั้น และเธอก็ยังเป็นคนจัดดอกไม้ให้ผม จนผมทราบชื่อของเธอจากพี่สาวของเธอว่า
"น้ำพุ"
ผมยังคงมาซื้อดอกไม้ที่ร้านนี้ทุกวันแม้ว่าน้องสาวของผมจะออกจากโรงพยาบาลแล้ว นั่นเป็นทางเดียวที่ผมจะได้เจอกับน้ำพุ
"น้ำพุยังคงจัดดอกไม้ให้ผมอยู่ เธอไม่มองหน้าผมสักนิด และดูเหมือนว่าเธอจะไม่สนใจที่ผมพูดเลยด้วย เธอคงจะไม่ชอบผมเท่าไหร่ แต่ผมก็ไม่ขออะไรมาก ขอเพียงแค่ได้เห็นหน้าเธอ ผมก็พอใจแล้ว"
วันนี้ก็ผ่านมาปีกว่าแล้วที่ผมไปซื้อดอกไม้ที่ร้านนั้น ไม่รวมดอกไม้ที่ซื้อไปเยี่ยมน้องผม ดอกไม้แทบจะล้นห้องผมอยู่แล้วแต่ผมก็ยังคงไปซื้อดอกไม้ที่ร้านนั้น
"วันรุ่งขึ้นผมก็มาซื้อดอกไม้อีก แต่น้ำพุก็ไม่อยู่ ผมรู้สึกไม่ค่อยดีเลย วันต่อมาผมก็มาซื้อดอกไม้อีก ผมรู้สึกแปลกใจมากเพราะเหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้น..ร้านปิด"
ผมยังคงมาดูที่ร้านทุกวันแต่ก็ไม่มีวี่แววเลยว่าร้านจะเปิด แต่ผมก็ยังมาดูอยู่ทุกวัน และมาวันนี้เป็นวันที่ทำให้ผมเข้าใจทุกอย่าง แม้แต่เรื่องของน้ำพุที่เคยสงสัยมาตลอดว่าเธอเกลียดผมจริงหรือเปล่า?
"อ้าว คุณนั่นเอง ดิฉันคงจะไม่ได้ขายดอกคาร์เนชั่นให้คุณแล้วนะคะ" เจ้าของร้านคนเดิมบอกผม
"ทำไมล่ะครับ เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ ทำไมร้านคุณถึงปิด" ผมถาม
"ดิฉันคงต้องไปดูแลยายที่เชียงใหม่ค่ะ ไม่มีใครดูท่าน" เธอบอกผมด้วยเสียงเรียบเศร้า
"แล้วน้ำพุล่ะครับ" ผมถามเธอ ในใจผมเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ
"เดี๋ยวนะคะ" เธอบอกให้ผมรอ
"งั้นก็แสดงว่าน้ำพุอยู่ข้างใน ผมตัดสินใจแล้วล่ะ ผมจะบอกเธอ เพราะนี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของผม อย่างน้อยผมก็อยากให้เธอได้รู้ว่า...ผมรักเธอ"
"นี่ค่ะ น้ำพุฝากนี่ให้คุณ" เธอยื่นไดอารี่เล่มสวยให้ผม ผมงงมาก
"คุณคงยังไม่รู้ น้ำพุรถคว่ำระหว่างการเดินทางไปเชียงใหม่ค่ะ และแกก็เสียชีวิตทันที ที่ร้านปิดไปหลายวันเพราะดิฉันไปจัดงานศพให้แก"
คำบอกกล่าวของเธอทำไดอารี่ที่ผมถืออยู่หลุดมือทันที นี่คือความจริงหรือ เธอตายแล้วจริงๆเหรอ ผมรีบขอตัวกลับทันที ผมไม่อยากรับรู้อะไรอีก ผมเสียใจมากที่ผมยังไม่ได้บอกความในใจของผมกับเธอเลย ผมกลับบ้านและหยิบไดอารี่ที่พี่สาวของน้ำพุฝากให้ผมอ่าน
"ยิ่งอ่านมากเท่าไหร่น้ำตาก็ยิ่งพรั่งพรูลงบนแก้มของผมมากเท่านั้น รอบตัวผมตอนนี้มีเพียงดอกคาร์เนชั่นสีชมพูและกระดาษหลายร้อยใบ ที่แต่ละใบก็เขียนเพียงตัวเลขเจ็ดตัวเหมือนกันทุกใบ"
" 11 มิ.ย. 2540 วันนี้เขาก็ยังคงซื้อดอกไม้เหมือนทุกๆวัน และฉันก็ยังคงทำเหมือนทุกๆวันเช่นกัน ฉันยังคงเขียนเบอร์โทรศัพท์ให้เขาลงบนกระดาษ และใส่ไปในช่อดอกไม้ แต่วันแล้ววันเล่า เขาก็ยังไม่โทรมา เขาไม่ได้สนใจฉันอย่างนั้นหรือ เขาคงเกลียดฉัน แต่ฉันก็ไม่ขออะไรมากหรอก ขอให้เขามาซื้อดอกไม้อย่างนี้ทุกวัน ให้ฉันได้เห็นหน้าเขาก็พอแล้ว "
12. คนที่รักเราอย่างสุดหัวใจ
เคยอกหักกันบ้างไหมครับ ผมเคยอกหักมาแล้วหลายครั้ง แต่ละครั้งก็รู้สึกว่าหนักหนาสาหัสมากขึ้นเรื่อยๆ ครั้งล่าสุดที่เพิ่งผ่านไปก็เช่นกัน ผมซึมเศร้าแทบไม่พูดไม่จา ใช้ชีวิตแบบผลาญเวลาให้หมดไปวันๆ เลิกงานก็ไปกินเหล้าจนเกือบเช้าจึงกลับบ้าน ถึงบ้านก็หมกตัวอยู่แต่ในห้องนอน ไม่คุยกับใครเลย รวมทั้งแม่ของผมด้วย จนเช้าวันหนึ่งแม่เข้ามาในห้องนอนของผมชวนผมคุยโน่นคุยนี่
ผมก็ตอบแบบขอไปที แต่แม่ก็ยังชวนผมคุยไปเรื่อยๆ จนมาถึงเรื่องความรักของผม
แม่บอกว่า "แม่จะแนะนำผู้หญิงคนหนึ่งให้ดีไหม เธอทำกับข้าวเป็น ดูแลบ้านได้ และพร้อมที่จะดูแลผมเสมอ เธอนั้นหน้าตาออกจีนๆ ท้วมๆหน่อย ไม่สวยอย่างผู้หญิงที่ผมเคยชอบๆมา แต่ที่สำคัญเธอรักผมมากกว่าใครๆ เธอไม่ได้อยู่ไกลจากผมเลย แต่เธอนั่งอยู่ข้างๆผมนั่นแหละ"
แม่ถามผมว่าจะลองรักผู้หญิงคนนี้ดูบ้างได้ไหม ผมพูดอะไรไม่ออก แต่เข้าไปกอดแม่นิ่งแทนคำตอบ
ขณะที่กำลังวิ่งหาความรักอยู่นั้น บางทีเราก็ลืมไปว่ายังมีอีกคนนึงที่รักเราอย่างสุดหัวใจ จำไม่ได้ว่าเราลืมเธอมานานเท่าไหร่แล้ว แต่จะไม่มีเหตุการณ์อย่างงี๊เกิดขึ้นอีก
"ผม... รักแม่ครับ"
13. พี่สาวของผม
ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ
ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี
วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆของฉันมีกัน
จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน
"ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด
ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน
พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า " ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ"
พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้....แล้วพูดว่า "ผมขโมยเองครับ"
ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง
พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย
พ่อนั่งลงบนเก้าอี้ และด่าว่าน้องชายของฉัน
" ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย"
คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้ หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย
กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก
น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า " พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว"
ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้ ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ
หลายปีผ่านไป แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง
ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี...
เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน ม.ปลาย
ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน
คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า " ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ"
แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า " แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน"
ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า " ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว"
พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่
"ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้ ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้"
คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ ทั่วทั้งหมู่บ้าน....เพื่อขอยืมเงิน
ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆของน้องชายเบาๆ และคิดว่า
" ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้"
แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้ ใครจะรู้ได้ .......
วันต่อมาในตอนเช้ามืด น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น
และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน ขณะฉันกำลังหลับ
" พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ .... ผมจะไปหางานทำ...แล้วจะส่งเงินมาให้พี่"
ฉันนั่งอยู่บนเตียงอ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า ....... ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17ปี ส่วนฉันอายุ 20ปี .....
ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน
รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็นกรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ .......
ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3
วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า
"มีชาวบ้านมาหาเธอ...อยู่ข้างนอกแน่ะ"
ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ???
ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่ ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง ...
ฉันถามเขาว่า " ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ"
น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า "ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้...
ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี"
ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ
" พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม"
จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ . เขาติดกิ๊บให้ฉัน
แล้วพูดว่า "ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"
ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี
วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก
ฉันสังเกตเห็นว่า หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก
หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า
"แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ"
แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า " แม่ไม่ได้จ้างหรอก...น้องชายลูกต่างหาก
วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน
ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ"
ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา
ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ
ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด " เจ็บมากไหม" ฉันถาม
"ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆมีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด
แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ และ..."
น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด เพราะฉันหันหน้าหนีเขา
น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง
"เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ"
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี...
หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง
หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน...
แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง
แต่เมื่อออกไปแล้ว ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม
น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ...
เขาบอกกับฉันว่า "พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะ ผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง"
สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว
เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท ...
แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้ เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา
วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด
เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล
น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา ... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า
" ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!! ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างนี้
ดูตัวเองซิ...เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง"
คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา
"พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน
ส่วนผมมันการศึกษาต่ำถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด"
น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย .....
ฉันบอกกับน้องว่า "แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..."
"ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ" น้องชายของฉันจับมือฉันไว้
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี...
เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน
ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า
" ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้"
น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล "พี่สาวของผมครับ" .....
และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้
"ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง
เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม. เพื่อเดินไปเรียน...และเดินกลับบ้าน
วันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนักผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง
พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล
เมื่อเรากลับถึงบ้าน มือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว
เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ .......นับจากวันนั้น
ผมสาบานกับตัวเอง ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี และจะทำดีกับเธอ"
เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน
คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก .......
"ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ"
ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้ น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...
จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆวันในชีวิตของคุณและเขา
คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ
แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง.. ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ
พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน
หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม
14.
![]()