นิทาน

หน้า  l 1 l 2 l

31. นก สัตว์ป่า และค้างคาว
ครั้งหนึ่งมีการต่อสู้ระหว่างนกกับสัตว์ป่า ขณะนั้นค้างคาวยืนอยู่ข้างๆและพูดว่า มันขอเป็นกลาง จนกระทั่งจะทราบว่าใครเป็นผู้ชนะ ผลการต่อสู้ปรากฎว่าสัตว์ป่าเป็นผู้ชนะ และค้างคาวก็เข้าเป็นพวกของสัตว์ป่า ต่อมาพวกนกได้รวบรวมกำลังกันต่อสู้ใหญ่จนสามารถเอาชัยชนะได้ ค้างคาวเห็นว่าสัตว์ป่าพ่ายแพ้ก็หันมาเข้าข้างนก แต่แทนที่จะได้รับการต้อนรับจากนก กลับถูกรังเกียจว่าเป็นผู้ทอดทิ้งเพื่อน และถูกพิจารณาโทษให้ขับไล่ออกไปจากหมู่นกทั้งหลายไม่ให้ออกมาปรากฎในตอนกลางวันอีกต่อไป
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
การเลือกเข้าข้างใดข้างหนึ่ง บางคราวอาจไม่ดีและไม่ซื่อสัตย์ บางคราวอาจน่าสรรเสริญว่าไม่แต่เป็นเพียงความซื่อสัตย์เท่านั้น หากเป็นความจำเป็นที่จะต้องเลือกข้างด้วย ศิลปะหรือวิธีการอยู่ที่ว่าจะต้องรู้จักเลือกข้างที่เหมาะในโอกาสที่สมควร


32. กวางมองตัวเองในน้ำ
กวางตัวหนึ่งมองเงาของมันเอง ขณะที่กินน้ำอยู่ในสระแห่งหนึ่ง " โอ้ ! เราช่างมีเขาที่สวยสง่าน่าชมอะไรเช่นนี้ " เจ้ากวางเปล่ง เสียงอุทานอย่างดีใจ " เขาสองข้างแผ่กิ่งก้านสาขาอย่างน่าดูอยู่บนหน้าผากของฉัน แต่อย่างไรก็ดีฉันก็มีขาเล็กไม่ได้ส่วน ซึ่งทำให้ฉัน รู้สึกละอายใจยิ่งนัก มันยาวเก้งก้างไม่น่าดูเลย " ขณะที่มันกำลังรำพึงกับตัวเองนั้นพลันได้ยินเสียงของฝูงสุนัขล่าเนื้อ มันจึงกระโดด จากบ่อน้ำตรงไปยังทุ่งหญ้า ไม่ช้าก็ทิ้งฝูงสุนัขล่าเนื้อไว้เบื้องหลังไกลลิบ ในที่สุดมันก็เข้าไปในป่าทึบ แต่ก็โชคไม่ดีเลยเขาของมันไปติด กับกิ่งไม้จนไม่สามารถจะเคลื่อนไหวได้ ความตายกำลังจะมาถึงตัวกวางในไม่ช้า มันจึงคร่ำครวญอย่างน่าสงสารว่า " ฉันนี่โง่จริง มัวไป ภูมิใจอยู่กับเขาของฉันซึ่งมันไม่ได้ช่วยอะไรเลย ขณะเดียวกันฉันก็ต่อว่าขาของฉัน ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยให้ฉันมีชีวิตรอดได้ "
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
คนเรามักเห็นผิดเป็นชอบ ไม่ได้พิจารณาด้วยปัญญาอย่างถ่องแท้ มักเห็นแก่ความสวยงามมากกว่าประโยชน์


33. สุนัขกับแกะ
กาลครั้งหนึ่งมีฝูงแกะที่เข้มแข็งทรหดอดทนมากจนสามารถต่อสู้กับฝูงสุนัขป่าได้ เพราะมีสุนัขบ้านเป็นพันธมิตรด้วย ต่างฝ่ายต่างไม่มีการเพลี้ยงพล้ำแก่กัน ในที่สุดฝ่ายสุนัขป่าได้ส่งฑูตมาเจรจาสันติภาพกับฝูงแกะ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายจึงมีการแลกเปลี่ยนตัวประกัน ทางฝูงแกะให้ฝูงสุนัขบ้านเป็นตัวประกัน ทางสุนัขป่าให้ลูกเป็นตัวประกัน ขณะที่การเจรจาดำเนินไป ก็มีเสียงหอนของลูกสุนัขป่าดังขึ้น สุนัขป่าก็ร้องออกมาทันทีว่า " พวกท่านทรยศเล่นไม่ซื่อกับเรา " ดังนั้นสัญญาลมๆแล้งๆก็ถูกทำลายลง ฝูงสุนัขป่าเข้าขย้ำฝูงแกะ ซึ่งในขณะนั้นไม่มีสุนัขบ้านคอยช่วยเหลือ ในไม่ช้าแกะก็ถูกสุนัขป่ากินจนหมด
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
เป็นเรื่องเหลวไหลทั้งสิ้นที่ทำไมตรีกับผู้ที่ร่วมกันไม่ได้โดยธรรมชาติ เพราะสันติภาพที่โง่ๆจะเป็นผลทางทำลายมากกว่าสงครามนองเลือด


34. นกล้าคกับลูกๆของมัน
นางนกล้าคตกลูกครอกหนึ่งอยู่ในไร่ข้าวโพด เนื่องจากใกล้จะถึงเวลาข้าวโพดแก่นางกลัวว่า คนเก็บเกี่ยวอาจจะมาเก็บข้าวโพด ก่อนที่ลูกนกจะมีขนและสามารถบินได้ ในตอนเช้าวันหนึ่งก่อนออกไปหาอาหารนางได้เตือนลูกๆของนางให้คอยฟังสิ่งที่ชาวนาพูดถึงการเก็บเกี่ยว พอนางนกบินกลับมา ลูกๆของนางก็เล่าว่า ได้ยินชาวนาถามกันว่า เขาจะตัดข้าวโพดพรุ่งนี้เช้าดีไหม " อ้อ อย่างนั้นหรือ " แม่นกอุทานขึ้น " ถ้าเช่นนั้นมันก็ไม่มีอันตราย " เช้าวันรุ่งขึ้นตอนจะออกไปหาอาหาร นางก็บอกลูกๆของนางให้คอยฟังเช่นเคย เมื่อนางกลับ ลูกๆต่างมีท่าทางตกใจมากและกล่าวว่า ชาวนาพูดกับเพื่อนอีกครั้งหนึ่งขอร้องถึงเรื่องที่จะเริ่มเก็บเกี่ยวในวันต่อไป แม่นกฟัง ข่าวอย่างสงบไม่ทำอะไรนอกจากบอกให้ลูกนกเล็กๆคอยฟังในวันต่อไปอีก เมื่อนางกลับมาในตอนเย็นวันนั้น ลูกนกกำลังตกอยู่ในสภาพ ที่ตื่นเต้นตกใจบอกว่า ชาวนาได้บอกลูกชายให้ไปนำเคียวมาให้พร้อมเพราะว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะคอยคนอื่นๆ เขาทั้งหลายจะตัดข้าวโพดกันเอง " อ้า ! มันช่างน่ากลัว " นกล้าคพูด " เราต้องออกจากที่นี่ทันที เร็วเท่าที่จะเร็วได้ เพราะเมื่อเขาได้ทำงานด้วยตัวของตัวเอง เขาก็จะไม่ยอมให้เสียเวลาแม้แต่น้อย "
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ใครก็ตามถ้าหวังผลแน่นอนในการทำงาน ต้องลงมือทำด้วยตนเอง เพราะคนใช้ที่ดีจำนวนมากต้องเสียนิสัยไปเพราะเจ้านายที่สะเพร่า

 

 

 

นิทาน